หน้าแรก
 
 
What is Trigger Finger
 
Signs and Symtoms
 
Types
 
Treatment of Choice
 
Surgery of Choice
 
Pathophysiology
 
Prevention
 
Congenitial Trigger Finger
 
Contact
 
Testimonial
 

13. ใครบ้างมีโอกาสเป็นโรคนิ้วล็อก ?

ใครก็ตามที่มีพฤติกรรมการใช้มือที่รุนแรงซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เช่น หิ้วถุงพลาสติกหนัก ๆ บิดซักผ้าด้วยมือ กำบีบเครื่องมือช่าง เครื่องมือทำสวนมักเป็นในคุณผู้หญิงวัย 45 ปีขึ้นไป ที่ทำงานแม่บ้าน หิ้วจ่ายตลาด และกลุ่มผู้ชายที่เป็น คือ กลุ่มช่าง คนทำสวน และคนตีกอล์ฟ จะเห็นว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับคนแข็งแรง ยิ่งหิ้วหนักเท่าไร โอกาสเป็นก็มากขึ้นเท่านั้น

14. วิธีรักษาโรคนิ้วล๊อกแบบสากล ที่แพทย์ทั่วไปรักษากันเป็นแบบใด ?

เมื่อแพทย์รู้พยาธิสภาพว่าเส้นเอ็นวิ่งผ่านปลอกเอ็นไม่ได้ เพราะปลอกเอ็นยึด ฉะนั้นการรักษา ไม่ว่าจะเป็นวิธีผ่าตัดเปิดบาดแผล หรือวิธีเจาะรูแบบที่ผมทำก็คือการรักษาตัวต้นเหตุเหมือนกัน แล้วก็ได้ ผลเหมือนกันคือ การลงไปตัดเข็มขัดและปลอกเอ็นปลดล็อกให้เส้นเอ็นวิ่งผ่านได้ข้อดีของการใช้วิธีผ่าตัดเปิดบาดแผลก็คือมองเห็น แล้วสามารถตัดได้อย่าง แม่นยำ เพราะถ้ามีปมใหญ่ หรือมีขยะมีพังผืด หนา ๆ ก่อตัวอยู่ ก็สามารถตัดทิ้งได้เอาขยะออกได้โดยทั่วไปที่ทำกันแบบสากลที่แพทย์ทั่วไปเขาทำ กันมาแต่เดิมแต่วิธีเจาะรูถือได้ว่าเป็นวิธีใหม่ ซึ่งสามารถให้การรักษาได้เป็นอย่างดีไม่แพ้วิธีผ่าตัดเปิด บาดแผลโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่จะดีกว่า ในแง่ของการประหยัดค่าใช้จ่าย และระยะเวลาของการหาย ก็เร็วกว่า เพราะเพียงแค่เจาะรู ตำแหน่งของผิวหนังซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความรู้สึกเพียงแค่เจาะรูผ่า เพราะฉะนั้นจะไม่เจ็บรุนแรงหรือเจ็บมาก เหมือนกับการผ่าตัด เปิดแผล แล้วเย็บแผลเพราะต้องเย็บ หลายเข็ม แผลก็จะยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ทำให้เป็นแผลเป็นเพราะฉะนั้น การใช้วิธีเจาะถ้าหาก มีทักษะที่ดี สามารถคลำแล้วนึกภาพว่าตำแหน่งที่ล็อก อยู่ตรงไหนจากการสัมผัส และจากการตรวจ ร่างกาย หรือการคลำหาตำแหน่งฐานที่ติดนั้น ก็จะรู้ได้ว่าพังผืดอยู่ตรงไหน ทำให้สามารถเอาเครื่องมือ เล็ก ๆ ปักลงไปแล้วก็ไปคลำ ปลอกเอ็นนั้น ก็หายเช่นเดียวกัน และหายได้เร็ว เจ็บตัวน้อย ที่สำคัญ สามารถกลับไปทำงานได้เลยในวันรุ่งขึ้น ไม่ต้องหยุดงาน ดูแลแผลก็ง่ายกว่าโอกาสการติดเชื้อ ก็น้อยกว่า

15. คุณหมอรักษาด้วยวิธีเจาะผ่านมาประมาณ 4 ปี มีผลข้างเคียงอะไรกับคนไข้บ้างหรือไม่?

ส่วนใหญ่ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปจะได้ผลดีมาก ถ้าหากได้รับการรักษาแล้วนิ้วเดิมก็ จะไม่กลับมาเป็นอีกแต่นิ้วอื่น ๆ จะเป็นก็เป็นได้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานหรือนิ้วนั้นอยู่สภาพปลอกเอ็นเสื่อม แต่ก็มีอยู่ประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ที่จะเจ็บบริเวณฐานนิ้ว หลังจากได้รับการรักษาไปแล้วประมาณ2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับอะไรบ้างอันที่หนึ่งขึ้นอยู่กับความรุนแรงก่อนที่จะเป็นหรือก่อนที่จะได้รับการรักษา เพราะบางคนเป็นพังผืดหนา พังผืดก็มีการหดรั้งจนนิ้วโก่งงอ อันที่สองคือกลับไปใช้งานมืออย่างรุนแรง กับอาชีพที่ยังทำอยู่เดิม ๆ เช่น ไปบิดผ้าไปทุบของหนัก ๆ เช่น ไปสับหมู สับไก่ เพราะอาชีพขายหมู ก็ต้องสับหมูอยู่ตลอดเวลา ทำให้ฐานนิ้วเจ็บหรือช้ำ แต่เรื่องของฐานนิ้วจะไม่ติดล็อกแล้วเพียงแต่มี อาการเจ็บน่ารำคาญ ฉะนั้น พวกนี้ถ้าหากได้รับการฉีดยาได้รับการทำกายภาพบำบัดด้วยอุลตร้าชาวด์ รับประทานยาต้านการอักเสบก็จะดีขึ้นหรือบางรายพังผืดกลับมาหดตัวทำให้นิ้วเหยียดไม่ตรงเพราะตอนที่เป็นก็รุนแรงอยู่แล้วแนวโน้ม ก็จะเหยียดตรงได้ยาก อาจจะมีการเจาะเพื่อกรีดเพิ่มเติมก็สามารถ รักษาหายได้หรือในรายที่มีพังผืดหนาตัวมากก็ใช้วิธีผ่าตัดแบบเปิดแผล เพื่อตัดเจาะพังผืดที่หนาตัว เปรียบเสมือนขยะทิ้งนิ้วก็ใช้งานได้ดีขึ้น

16. ทราบว่าคุณหมอเองก็เคยเป็นโรคนิ้วล็อก ถึงขนาดผ่าตัดด้วยตนเองมาแล้วจริงหรือ?

ครับ ผมเคยเป็น ตอนแรกผมก็ปล่อยอาการไปเรื่อย ๆ จะได้เฝ้าดูอาการว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่เจ็บฝืด สะดุดแล้วกระเด้ง จนกระทั่งตอนเช้าต้องง้างออก ซึ่งมันหนักขึ้น หนักขึ้นเรื่อย ๆ ก็ใช้วิธีการฉีดยาอยู่ 2 ครั้ง พอครั้งที่ 3 ก็คงไม่ฉีดต่อไปแล้ว แต่ก็อยากจะดูว่าอาการเป็นอย่างไร เพื่อจะได้รู้ว่าคนไข้ที่มารับการรักษาเขามีอาการอย่างไร ผมรู้หมดเลย เจ็บมาก เวลานิ้วล็อกก็จะ เหยียดไม่ออก ตื่นขึ้นมาต้องคอยกระชากออก ซึ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดผมก็ใช้วิธีเจาะรักษาด้วย ตนเอง ทำให้อาการล็อกหายทันที ผมฉีดยาชาเอง เจาะเอง ทำให้เป็นที่หวาดเสียวนิดหน่อย สำหรับ พยาบาลซึ่งยืนให้กำลังใจแต่ทำหน้าเหย๋เกสงสัยว่าผ่าตัดตัวเองได้อย่างไร

17. โดยประมาณแล้วคิดว่าคนไทยเป็นโรคนิ้วล๊อก กี่เปอร์เซ็นต์?

ผมกล้าบอกได้ว่ามีโรคนิ้วล๊อกเกือบทุกบ้านคงไม่สามารถบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะวัย 40 กว่าปีขึ้นไป ถ้าหากไปสำรวจดูจะมีคนเป็นนิ้วล๊อกจำนวนมาก สะดุดหรือจะฝืด หรือจะตึง หรือจะล๊อกเลย สามารถบอกได้ว่าพบในแม่บ้านเกือบทุกบ้านเลย เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกว่าเป็นกันถี่มากและเป็นโรคความผิดปกตินิ้วมือที่พบบ่อยที่สุด ต่อไปจะศึกษาลึกลงไปถึงระบาดวิทยาของโรคนิ้วล๊อกในกลุ่มความเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อจะได้ตัวเลขที่ชัดเจน

18. ถ้าหากคนไข้ปล่อยไว้นาน ๆ มีโอกาสรักษาไม่หายหรือไม่ ?

ก็มีเรื่องของการหกรั้งทำให้มือกำหงิกทำให้เอ็นหดสั้นเวลาเจาะแล้วแนวโน้มมันก็ยังหดอยู่ เพราะฉะนั้นจะทำให้ไม่สามารถกลับสู่ปกติได้ 100 เปอร์เซ็นต์ นักเช่นการเหยียด อาจจะเหยียดไม่ตรง นิ้วอาจโกร่งอยู่นิดหน่อยงอ ๆ อยู่นิดหน่อย หรือถ้าหากมีข้อต่อยึดไปแล้ว ตัวข้อติดก็จะแก้ไม่ได้เต็มที่เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยไว้นานยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น

19. มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนหรือเปล่า?

ไม่มีกำหนดตายตัวเพราะบางคนเป็นมานานประมาณ 4-5 ปี ก็สามารถรักษาให้หายได้ แต่ถ้าหากเป็นเมื่อไรก็รีบรักษาตามระยะของโรค เช่น ระยะที่ 1 คือเจ็บฐานนิ้วนิ้วฝืด ก็ให้รับประทานยาต้านอักเสบ หรือให้พักมือก็เพียงพอ ระยะที่ 2 ก็มีอาการสะดุด หรือกระเด้ง ก็อาจมีการฉีดยา Steroid เข้าไปในปลอกหุ้มเอ็นร่วมกับการรับประทานยาต้านการอักเสบ ระยะที่ 3 ก็มีอาการเราะ หมายความว่าก็ต้องใช้นิ้วอื่นมาช่วยง้าง ถึงสามารถง้างออก ระยะนี้ก็ควรจะได้รับการฉีดยา Steroid หรือผ่าตัด แต่ถ้าหากฉีดยา 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้งไม่หาย ก็ควรจะได้รับการผ่าตัด จะเป็นวิธีผ่าตัดแบบเปิดแผลหรือเจาะรูก็แล้วแต่ ส่วนระยะที่ 4 ก็นิ้วล๊อกเลย งออยู่ในท่างอ หรือเหยียดแล้วกำลังไม่ลงแข็งทื่อ แบบนี้ใช้วิธีเจาะเขี่ยผังพืด หรือผ่าตัดแก้ไขก็สามารถหายได้ เพราะการฉีดยาไม่สามารถแก้ปัญหาได้

20. อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคนิ้วล๊อก?

การใช้งานหนักของมืออย่างรุนแรงซ้ำ ๆ เป็นสาเหตุ ที่สำคัญที่สุด ซึ่งสัมพันธ์กับอาชีพที่ต้องใช้มือเฉพาะนิ้วนั้น ๆ รุนแรง กิริยาที่น่าละเว้นที่สุด คือ การหิ้วถุงพลาสติกหนัก ๆ เช่น หิ้วส้ม เงาะ ฯลฯหลาย ๆ กิโลกรัม หลาย ๆ ถุง เป็นการยืดปลอกเอ็นให้คราก และเป็นการจุดประกาย การบาดเจ็บที่ปลอกเอ็น โดยเฉพาะในวัย 40 ปีขึ้นไปทำให้บาดเจ็บและตามมาด้วยโรคนิ้วล๊อก เช่นเดียวกับกิริยาการบิดผ้าด้วยมือเปล่า ยิ่งต้องการบิดแห้งมากเท่าไรก็ทำร้ายปลอกเอ็นมากเท่านั้น แนะนำให้ซักเครื่อง และไม่ควรบิดผ้ารุนแรง และสะบัดตากเลยจะปลอดภัยกับการหิ้วสิ่งที่หนักมาก ควรใช้การยกหรือใช้มืออุ้มรองรับน้ำหนักดีกว่าการหิ้วด้วยนิ้วมือ

21. อาการนิ้วชาทุกนิ้ว ยกเว้นนิ้วก้อย เป็นโรคเดียวกับโรคนิ้วล๊อกหรือไม่?

อาการนิ้วชา บริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง หรือนิ้วนางด้วยเป็นอีกโรคหนึ่งด้วยสาเหตุคล้ายกับโรคนิ้วล๊อกเกิดจากผังพืดหรือเข็มขัดรัดข้อมือ รัดแน่นเกินไป ทำให้เส้นประสาทที่มาเลี้ยงนิ้วมือสามนิ้วครึ่งนิ้วโป้ง นิ้วชี้กลาง และนิ้วนางครึ่งซีกมีอาการชา (Carpal tunnel syndrome) ไม่มีมีแรงหรือถ้ากดแน่นเป็นเวลานาน จะเกิดการลีบเล็กลงของกล้ามเนื้อ ฐานนิ้วโป้ง การบีบรัดรุนแรงมีส่วนทำให้การเคลื่อนตัวของนิ้วลำบากขึ้น มีส่วนสำคัญทำให้เป็นโรคนิ้วล๊อกตามมาเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับคนที่ใส่แหวน ทำให้เส้นเอ็นของนิ้วนั้นเคลื่อนตัวลำบากขึ้นก็มีโอกาสเป็นนิ้วฝืด นิ้วล๊อกของนิ้ว เช่นกัน

22. อาการเจ็บข้อมือบริเวณเหนือนิ้วโป้งเกี่ยวข้องกับโรคนิ้วล๊อกหรือไม่?

อาการเจ็บข้อมือฝั่งนิ้วโป้งเป็นอีกโรคหนึ่งที่มีพยาธิสภาพคล้ายกับโรคนิ้วล๊อก เกิดจากปลอกหุ้มเอ็นที่ยึดเส้นเอ็น (De quervain) ของนิ้วโป้งที่ช่วยในการเหยียดตรงของนิ้วโป้งเกิดการบวกหนาตัวขึ้นรัดเส้นเอ็นดังกล่าวทำให้เจ็บบริเวณข้อมือเวลายกขันน้ำ มักพบในแม่ลูกอ่อนหรือคนเลี้ยงเด็กเล็กที่ต้องง้างมือจับศีรษะเด็ก ทดสอบว่าเป็นโรคนี้ได้โดยการกำนิ้วโป้งไว้ในกำมือ แล้วกระดกข้อมือลงทางนิ้วก้อยจะเจ็บเสียวแปร้บที่ข้อมือฝั่งนิ้วโป้ง โรคนี้สามารถใช้วิธีเจาะเมื่อรักษาได้เช่นกัน หากปลอกหุ้มเอ็นหนาตัวมากแล้วฉีดยาไม่หาย

23. นิ้วล๊อกป้องกันได้จริงหรือ?

ป้องกันได้ครับในคนที่ยังไม่เป็นโรคนิ้วล๊อก เมื่อเรารู้ถึงสามารถของโรคนิ้วล๊อกว่าเกิดจากการใช้งานของมือรุนแรงซ้ำๆ เช่น การหิ้วถุงพลาสติกหนัก ๆ การบิดผ้า การกำบีบเครื่องมือทำสวน ฯลฯ เพียงตระหนักและหลีกเลี่ยงการใช้มือที่รุนแรงซ้ำ ๆ รู้จักใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น รถเข็น ถุงมือ หรือผ้า ห่อที่จับก็จะสามารถป้องกันให้รอดพ้นจากโรคนิ้วล๊อกได้

โรคนิ้วล็อก

เป็นความผิดปกติของนิ้วมือที่ไม่สามารถกำมือเหยียดมือได้อย่างปกติ มีอาการตั้งแต่เจ็บฐานนิ้ว นิ้วฝืด สะดุด กระเด้ง นิ้วล๊อก นิ้วเกยกัน โก่งงอ ผิดรูปทำให้ใช้งานมือไม่ได้

เป็นโรคของมือที่พบบ่อยที่สุดในคนแข็งแรงปกติที่มีการใช้งานของมือผิด ๆ ส่วนใหญ่เกิดจากการหิ้วถุงพลาสติก การบิดซักผ้า การใช้เครื่องมือช่าง อุปกรณ์ ทำสวน ตีกอล์ฟ

การรักษาโรคนิ้วล๊อกที่เป็นรุนแรง การผ่าตัดรักษาเป็นการรักษาตัว ต้นเหตุของโรค การเจาะรักษาผ่านทางผิวหนังเป็นวิธีที่สะดวกง่ายประหยัดค่าใช้จ่าย เพียงใช้เครื่องมืออุดฟันมาดัดแปลงกลึงปลายให้แหลมคมเป็นพร้าเล็ก ๆ เจาะผ่านผิวหนัง เพื่อไปตัดเข็มขัดรัดเส้นเอ็นและปลอก หุ้มเอ็น ที่ขวางการเคลื่อนที่ของเส้นเอ็น ทำให้เส้นเอ็นวิ่งผ่านไปผ่านมาได้ทำให้นิ้วมือ กำเหยียดได้โดยปกติภายในเวลา5 นาที โดยไม่เสียเลือด นายแพทย์วิชัย วิจิตรพรกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน เป็นผู้ริเริ่มการใช้เทคนิคนี้ในเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 ถึง 2547 ได้ให้การรักษาโดยการเจาะรักษาในคนไข้นิ้วล๊อกระยะรุนแรงไปแล้วกว่า 4,600 นิ้ว ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ ในผู้ป่วยกว่าเกือบ 4,000 คน และรักษาโรคนิ้วล๊อกในเด็กจำนวน 36 นิ้ว ในเด็ก 26 คน

สโมสรโรตารีเจริญนคร / พระโขนง และภาค 3350 ร่วมกับคุณณัฐวดี บัวเลิศ ชมรมนักวิ่งสมาคม แต้จิ๋ว ร่วมกับนายแพทย์วิชัย วิจิตรพรกุล ร่วมกันจัดโครงการรักษาโรคนิ้วล๊อกฟรี จำนวน 79 ราย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ณ อาคารสเตททาวเวอร์ ในวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2547

Username
Password